FeatureImage__Post13

Power-Endurance-Spirit

Rowing is more than a fast boat on race day. It’s a complementary experience to a young man’s intellectual development. Rowing, like success, is a journey, not a destination. I tell my oarsmen to have fun, learn, and most of all grow as individuals. The wins the losses will take care of themselves.                                                                                                        — Rick Clothier, Head Coach Navy Rowing (1974 – 2012) 

You’ve got to be an extremely aggressive athlete, and you’ve got to keep the pressure on all the time you cannot – not once – start to think about, ‘Gosh, it’s getting pretty painful so I should start thinking about something else,’ you’ve really got to focus.  — Fritz Hagerman, Sports Physiologist

There is a place where cerebral and corporeal meet — they call it rowing.                                                                                                             — Barry Strauss from “Rowing Against the Current”

โพสนี้ผมเริ่มด้วย quotes ที่เกี่ยวกับกีฬาชนิดหนึ่งที่ผมติดเอาไว้กับคุณผู้อ่านจากโพสที่แล้ว  ถ้าคุณผู้อ่านได้ลองอ่าน quotes เหล่านี้ดู ก็จะรู้ทันทีว่ากีฬาที่ผมหมายถึงก็คือ พายเรือนั่นเอง  ….ใช่ครับ กีฬาที่ผมบอกเป็นนัยเอาไว้จากโพสที่แล้ว ว่าช่วงที่ผมยังเจ็บ ITB อยู่ ผมไปเล่นกีฬาชนิดนี้บ่อยเป็นพิเศษก็คือพายเรือนี่แหละครับ   กีฬาชนิดนี้แหละครับที่ให้ทั้ง power, endurance และที่สำคัญก็คือ team spirit    และถึงแม้ว่าตอนนี้ผมจะหายจากอาการเจ็บ ITB เรียบร้อยแล้ว ผมก็ยังจะเทรนพายเรือนี้ต่อไปเรื่อยๆ… โพสนี้ผมเลยจะขอนอกเรื่องจากการวิ่งมาราธอนซักโพสนึง  มาเล่าถึงกีฬาพายเรือจากตามประสบการณ์ของผม

ก่อนอื่นเลยลองไปดูคลิปตัวอย่างซักอันนึงของกีฬาชนิดนี้กันก่อนเลยครับ… จุดเริ่มต้นที่ผมมาเริ่มเล่นกีฬาชนิดนี้ก็เกิดจากการพูดคุยกับเพื่อนที่ทำงานอยู่แผนกเดียวกับผมเมื่อซักปีกว่าๆที่แล้วล่ะครับ  ตอนนั้นเราก็พูดกันถึง hobby ที่เกี่ยวกับกีฬากัน  ผมก็เล่าให้เพื่อนฟังถึงรายการมาราธอนที่ผมไปวิ่งมาแล้วรู้สึกประทับใจเป็นพิเศษ ส่วนเพื่อนผมก็เล่าถึงที่เค้าไปซ้อมพายเรือกับทีมของบริษัทมา  พอฟังดูแล้วผมก็เลยเกิดความรู้สึกสนใจกีฬาชนิดนี้ขึ้นมาทันที  ก็เลยสนใจอยากที่จะไปลองเทรนดู  ผมก็เลยติดต่อไปที่เพื่อนอีกคนนึงในบริษัทซึ่งเพื่อนคนนี้เค้าเป็น organizer ในการซ้อมพายเรือของทีมที่บริษัท  ..ผมก็คุยกับเค้าแล้วก็นัดแนะกันเรียบร้อย เย็นวันนึงหลังเลิกงานเมื่อปีกว่าๆที่แล้วผมก็เลยเริ่มไปซ้อมพายเรือกับทีมบริษัทเป็นครั้งแรก…. นั่นหละครับ ผมก็เลยติดใจพายเรือขึ้นมา ก็เลยเทรนต่อมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นหนึ่งในสมาชิกในทีมขึ้นมา  ซึ่งนอกจากเราจะซ้อมด้วยกันอาทิตย์ละครั้งแล้ว  เราก็ยังมีจัดเป็นอีเว้นท์ไปพายที่อื่นกันด้วย  หรือบางทีก็มีร่วมเข้าการแข่งขันที่เรียกกันว่า regatta กับทีมจากบริษัทอื่น

ส่วนสโมสรพายเรือที่เราไปซ้อมกันนั้นก็อยู่ไม่ไกลจากบริษัทเท่าไหร่  ทำให้การเดินทางไปซ้อมหลังเลิกงานตอนเย็นสะดวกมาก  ก็ถือว่าโชคดีอย่างนึงด้วยว่าที่เยอรมัน ถ้าอยู่ในเมืองที่มีทะเลสาบหรือแม่น้ำเยอะหน่อยก็จะหาสโมสรพายเรือได้ไม่ยากนัก เพราะกีฬาชนิดนี้ก็ถือเป็นกีฬาที่เรียกว่าเป็น tradition ของเยอรมันเหมือนกัน  และทีมพายเรือระดับทีมชาติของเยอรมันก็อยู่ในอันดับต้นๆของโลกด้วย (สำหรับประเทศอื่นที่เก่งพายเรือมากๆเหมือนกันก็อย่างเช่น เกรทบริเทน  หรือนิวซีแลนด์)   และอีกข้อสำหรับความโชคดีก็คือที่บริษัทผมมีทีมกีฬาสำหรับพายเรือด้วย

สิ่งที่ทำให้ผมติดใจการพายเรือมากไม่แพ้การวิ่งเลยก็คือ ลักษณะการซ้อมและการแข่งขันของกีฬาชนิดนี้   ผมจะขอพูดถึงการซ้อมก่อนเลยละกันครับ  การพายเรือนั้นจะซ้อมหลักได้ 2 แบบ คือ ซ้อม indoor และก็ซ้อมแบบ outdoor   การซ้อมแบบ indoor นี่ก็หลักๆสองอย่าง  อย่างแรกก็คือการซ้อมบนเครื่อง ergometer (เครื่องนี้ก็มีอยู่ตาม fitness studio ทั่วไป)  และอย่างที่สองก็คือการซ้อมบนเครื่องพายเรือ  เครื่องนี้จะเป็นลักษณะแบบที่นั่งแบบ fix อยู่กับที่แบบยาวๆอยู่ในสระน้ำ  แล้วก็มีตำแหน่งให้สามารถติดไม้พายเข้าไปเพื่อซ้อมพายเรือได้    การซ้อมบน ergometer นี้หลักๆ ก็คือซ้อมเอาพละกำลัง และความอึด (power + endurance)  การซ้อมบนเครื่อง ergometer นี้ดูผิวเผินอาจเหมือนดูง่ายๆ  แต่จริงๆแล้วถ้าจะทำ movement และการส่งแรงเพื่อให้ได้ performance แล้วก็ training effect สูงสุดนั้น  ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายๆเลย   หลังจากที่ผมซ้อมพายเรือมาระยะนึง และก็จากการสังเกตของผมแล้ว ผมพูดได้เลยว่าถ้าไม่เคยซ้อมพายเรือแบบมีเทรนเนอร์คอย supervise มาก่อนนั้น…  80% ของคนที่เล่นเครื่อง ergometer นี้จะทำท่าทางผิดแน่นอน   ส่วนการซ้อมบนเครื่องพายเรือนั้น เวลาซ้อมจะคล้ายๆกับเวลาที่พายจริง  เพียงแต่ว่าเป็นการซ้อมอยู่กับที่เท่านั้นเอง การซ้อมด้วยเครื่องพายเรือนี้หลักๆก็คือจะเทรนด้านเทคนิค เช่นการเคลื่อนที่ การพลิกไม้พายระหว่างพายเรือ  ลองไปดูคลิปนี้สำหรับการซ้อมพายเรือแบบอินดอร์กันเลยครับ

สำหรับการซ้อมพายเรือแบบ outdoor นั้น ก็คือการซ้อมพายกันจริงๆ ในแม่น้ำหรือทะเลสาบกันเลย   ที่ผมบอกไปในตอนต้นว่าผมติดใจในลักษณะของกีฬาชนิดนี้ก็คือ  ทั้งช่วงตอนที่ซ้อมหรือแข่ง และก็ผลจากการเล่นกีฬาชนิดนี้ที่ได้มา  คืออย่างตอนซ้อมนี่ก็เรียกว่าต้องใช้ทั้งความอึด และพละกำลังไปในตัวด้วย ยิ่งถ้าต้องการที่จะเพิ่ม performance ของเราไปเรื่อยๆ discipline ในการซ้อมจะสำคัญมาก    หรืออย่างถ้าซ้อม outdoor เวลาพายกับทีมอย่างเช่น เรือสำหรับ 4 คน หรือ 8 คน  จะเห็นชัดเจนเลยว่า นอกจากพละกำลังและความอึดส่วนตัวของเราแล้ว  การทำงานเป็นทีมและการ concentrate กับสิ่งที่ทำนั้นสำคัญมาก คือจะต้องมี focus อยู่ตลอด เพราะว่าการจะให้เรือไปได้เร็วที่สุดนั้น รายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ในทุกๆวินาทีของการพายมีความสำคัญมาก  ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนที่ของตัวเรา   pose ของร่างกายขณะพาย   การส่งแรง การพลิกไม้พาย และอื่นๆอีก    แค่คนๆเดียวทำพลาดขึ้นมาเล็กน้อยก็จะส่งผลแบบที่สังเกตได้ขึ้นมาทันที

เวลาพายเรือเสร็จนี่ ไม่ว่าจะซ้อมหรือแข่งนะครับ  จะรู้สึกเลยว่าใช้แรงไปเยอะมาก และได้ออกกำลังทั้งตัวจริงๆ  และก็ได้เทรน cardio ไปเยอะมาก  อีกทั้งยังรู้สึกถึง team spirit มากขึ้นๆอีกด้วย….นี่หละครับ กีฬาอีกอย่างที่ผมว่าดีจริงๆ  และผมก็รู้สึกว่าการซ้อมพายเรือนี้มันก็เป็นการออกกำลังกายที่มา complement กับการวิ่งได้ดีมาก…. เพราะฉะนั้นผมก็ขอจบโพสนี้ด้วย quote นี้ละกันครับ (แล้วโพสหน้าผมก็จะกลับมาพูดถึงเรื่องมาราธอนเหมือนเดิมครับ :-))

Gentlemen, let’s go row!                                                                               —  Robert A. (Bob) Blakely, Wisconsin 1971, Navy Plebe Lightweight Crew Coach 1971-1972

FeatureImage__Post12

ใกล้ตัวกว่าที่คุณคิด…กับอาการบาดเจ็บ ITB

…ผมกลับมาอีกครั้งนึงกับโพสนี้  กับอาการบาดเจ็บที่ผมเป็นอยู่และยังไม่หายดี 100%    หลังจากที่ผมหายหน้าหายตาไปนานนน  เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาผมงานเยอะจริงๆ  ทั้งงานที่บริษัทและเรื่องต่างๆที่ต้องทำ   จริงๆ    โพสนี้ผมตั้งใจจะเขียนนานแล้วครับ แต่ยังหาเวลาไม่ได้ซักที   …ในที่สุดวันนี้ผมก็มีเวลามาเขียนจนได้  :))   กับเวลาตอนนี้ที่ผมกำลังนั่งเขียนอยู่ที่บ้านเป็นเวลาซักบ่าย 3 โมงกว่าๆของที่เยอรมัน  …ใช่ครับ วันนี้ผมลาหยุด ไม่ได้ไปทำงาน  เพราะผมเพิ่งจะไปผ่าฟันคุดเมื่อช่วงบ่ายต้นๆของวันนี้มา  ตอนนี้ก็กำลังนั่งประคบน้ำแข็งสลับกับการเขียนบล็อกอยู่ ;)   …มาเข้าเรื่องอาการบาดเจ็บ ITB หรือ ที่ภาษาอังกฤษเค้าเรียกว่า Iliotibial band (ITB) syndrome กันเลยดีกว่าครับ   ก่อนที่ผมจะออกนอกเรื่องไปไกล แหะๆ

อาการบาดเจ็บ ITB คืออะไร  ลองไปดูกันได้ที่เว็ปนี้เลยครับ …What is iliotibial band syndrome ?    ITB คือกล้ามเนื้อที่ทอดตัวยาวตั้งแต่ใต้สะโพกจนไปถึงตอนบนของเข่า ซึ่งก็คือบริเวณต้นขาด้านนอกนั่นเองครับ   อาการบาดเจ็บชนิดนี้พบได้ในคนที่วิ่งหรือขี่จักรยานเยอะๆ  คือเรียกว่าจนถึงขั้นที่ overuse น่ะครับ   สำหรับตัวผมนั้น ผมมาคิดๆดูผมก็ใช้กล้ามเนื้อส่วนนี้ไปเยอะเหมือนกันหลังจากช่วง 3 ปีที่ผ่านมาวิ่งมาราธอนไป 3 รายการ  ฮาฟมาราธอนอีก 4-5 รายการ  แล้วก็ยังมีรายการประปรายที่วิ่งกับทางบริษัท  บวกกับตอนที่ซ้อมวิ่งอีก  รวมๆแล้ว 3 ปีที่ผ่านมาผมน่าจะวิ่งไปเกิน 1000 กิโล   แต่จริงๆการวิ่งแค่นี้ก็อาจจะไม่ถึงขั้น overuse ได้หรอกครับ    ของผมมันมีปัจจัยเสริมอย่างนึงที่ผมเพิ่งรู้หลังจากที่ไปหาหมอมา… นั่นก็คือ biomechanics ของขาซ้ายผม  ตอนที่ลงน้ำหนักที่พื้นเวลาวิ่งมันจะเอนเข้าในนิดนึงโดยที่ไม่รู้ตัว  ซึ่งนั่นก็จะส่งผลให้แรงจากพื้นเวลาที่กระแทกขึ้นมาตรงขาซ้าย  ส่วนใหญ่จะไปตกอยู่ที่กล้ามเนื้อต้นขาด้านนอก ซึ่ง ITB ก็จะรับไปเต็มๆเลย   (คือจากแทนที่ปกติแล้วแรงที่กระแทกขึ้นมาจะกระจายไปทั่วๆต้นขา)    หมอเค้าก็เลยให้ผมไปสั่งตัดที่รองเอาไว้ใส่ในรองเท้าเวลาวิ่ง  ซึ่งที่รองอันนี้ก็จะทำหน้าที่ปรับ biomechanics เวลากระทบพื้น (ซึงที่รองอันนี้ก็คือตามรูปที่ผมใช้มาแปะสำหรับโพสนี้นั่นแหละครับ)    โดยกรณีของผมนี้ตอนนี้ผมก็ดีมากขึ้นละ แต่ก็รู้สึกว่ายังไม่หายสนิทดี 100%  คือตั้งแต่มาราธอนรายการสุดท้ายที่ผมวิ่งที่เบอร์ลินเมื่อปลายเดือนกันยาเมื่อปีที่แล้ว ผมก็ยังไม่เคยวิ่งต่อครั้งเกิน 8 กิโลอีกเลย  คือมันจะยังรู้สึกตึงๆเจ็บๆเล็กน้อย่บริเวณตรงช่วงใกล้ๆเข่าด้านนอกอยู่ (ซึ่งก็เป็นตรงปลายๆของ ITB)  โดยมันจะมีอาการนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าผมวิ่งบนพื้นแข็งๆ เช่นพื้นถนน   เท่าที่ผมอ่านมาการเจ็บ ITB นี้บางทีก็ใช้เวลาเป็นอาทิตย์ แต่บางทีก็ใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะหายสนิท

ดังนั้นช่วงนี้สิ่งที่ผมต้องทำเลยเพื่อจะรักษาอาการบาดเจ็บอันนี้ก็คือ…

  1. หยุดวิ่งไปก่อน — ข้อนี้เป็นอะไรที่ทำได้ยากที่สุดเลยครับ  ถ้าคนที่วิ่งอยู่บ่อยๆคงจะเข้าใจ   ถ้าวันนีงเราต้องมาหยุดทำสิ่งที่เรารัก มันยากที่จะทนที่จะไม่ออกไปวิ่ง …แต่ยากยังไงก็ต้องทำหละครับ  เพราะไม่งั้นมันอาจจะเรื้อรังขึ้นมาได้
  2. Stretching — อันนี้ก็สำคัญมากครับ  ลองไปดูท่าสำหรับการ stretch ได้ที่นี่เลยครับ   ผมว่าเว็ปนี้มีข้อมูลดีๆที่เกี่ยวกับ ITB syndrome หลายอย่างเลยครับ  ทั้งอธิบายว่าคืออะไร  ถ้าเป็นแล้วควรปฏิบัติตัวอย่างไร และอื่นๆอีกมากมาย
  3. ออกกำลังเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของ ITB โดยใช้ thera band — ลองเข้าไปดูคลิปนี้ที่เว็ปนี้ได้เลยครับ   คนเขียนเค้าประสบอาการบาดเจ็บอันนี้เหมือนกันหลังจากที่วิ่งนิวยอร์กมาราธอน จากนั้นเค้าก็พักไป 9 วัน แล้วเค้าก็มาลองวิ่งเบาๆ  แต่เค้าก็เกิดเจ็บที่เข่าด้านนอกขึ้นมา จนที่สุดแล้วเค้าก็พักไป 6 เดือนเลย   ผมว่าคลิปของเค้าเป็นประโยชน์มากเลย

ช่วงนี้ผมคงต้องอดทนงดการวิ่งไปก่อน   ผมก็หวังว่าคงอีกซัก 1-2 เดือนหลังจากนี้ผมคงกลับมาหายสนิท… สำหรับช่วงที่ผ่านมาที่ผมวิ่งไปเพียง 5-6 ครั้งเองนั้น  ผมก็เลยไปเล่นกีฬาอย่างอื่นทดแทน ซึ่งก็มีว่ายน้ำ  แล้วก็กีฬาอีกชนิดนึงครับ ซึงก็เป็นอีกอันนึงที่ผมชอบมากๆเลย  กีฬาชนิดนี้ได้เทรนทั้งตัวเลยก็ว่าได้  เพราะว่าใช้ทั้งกล้ามเนื้อต้นขา ช่วงลำตัวและหลัง  และที่สำคัญช่วงหน้าอกและแขนด้วยครับ  อีกทั้งได้เทรนทั้ง power และ endurance ไปในตัวด้วย …กีฬาชนิดนี้คืออะไร ??  …ในโพสหน้าผมจะมาเฉลยครับ ;)

Note: ขอเพิ่มเติมนิดนึงครับ… อาการบาดเจ็บ ITB ไม่เกี่ยวกับรูปด้านบนของโพสตรงกล่องที่มีการ highlight บริเวณข้อเท้านะครับ  กล่องอันนั้นเป็นกล่องใส่ที่รองที่เอาไว้ใส่ในรองเท้าเฉยๆ   อาการเจ็บ ITB ตอนวิ่งส่วนมากจะเป็นที่ตรงด้านนอกของเข่าครับ

 

แหล่งอ้างอิง (References)

[1]  What is iliotibial band syndrome ? — http://www.medicinenet.com/iliotibial_band_syndrome/article.htm#what_is_iliotibial_band_syndrome

[2]  What stretches and exercises are beneficial for iliotibial band syndrome ? — http://www.medicinenet.com/iliotibial_band_syndrome/page3.htm#what_is_the_treatment_for_iliotibial_band_syndrome

[3]  The ITB Rehab Routine – Video Demonstration — http://strengthrunning.com/2011/02/the-itb-rehab-routine-video-demonstration/

FeatureImage__Post11

Tips สำหรับ regeneration หลังวิ่งมาราธอน

นี่ก็เพิ่งผ่านพ้นไปหมาดๆสำหรับ Standard Chartered Bangkok Marathon 2014  ผมขอแสดงความยินดีกับนักวิ่งทุกคนด้วยครับโดยเฉพาะเพื่อนๆ รุ่นพี่ รุ่นน้องของผมที่เมืองไทยหลายคนก็ไปวิ่งรายการนี้เช่นเดียวกัน  ….หลังจากมาราธอนผ่านไปแล้ว ทีนี้ก็เป็นช่วง regeneration  ซึ่งช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่สำคัญเช่นกัน เพราะหากทำไปได้ดีแล้วร่างกายของเราก็จะกลับมาสมบูรณ์ฟิตได้เร็วขึ้น   ลองไปดูทิปเล็กๆน้อยๆกันเลยค้าบ (อันนี้มาจากประสบการณ์ของผมเอง)

  • ประคบเย็น — หลังจากวิ่งเสร็จก็ประคบเย็นบริเวณที่เจ็บหรือเมื่อยซักหน่อย  ประคบเย็นนี้จะให้ผลดีที่สุดถ้าทำช่วงแรกๆหลังวิ่งเสร็จเลย  แต่อย่างไรก็ตามถ้าจะทำในช่วง 24-48 ชั่วโมงหลังวิ่งก็ยังโอเคอยู่  การประคบเย็นจะช่วยลดอาการเจ็บและอักเสบ  ทำให้หายเร็วขึ้น
  • ทานอาหารจำพวกโปรตีนเยอะๆ — เนื่องจากช่วงวิ่งเราได้ใช้กล้ามเนื้อไปเยอะ  กล้ามเนื้ออาจมีการเจ็บและล้าได้  การทานอาหารจำพวกโปรตีน เช่นจำพวกเนื้อสัตว์เยอะๆ  ก็ช่วยเร่งการซ่อมแซมกล้ามเนื้อได้  หลังจากที่ก่อนวิ่งคุณได้ carb loading ไปแล้ว  หลังจากวิ่งเสร็จก็มาโด๊ปโปรตีนกันหน่อยครับ  … ทานไปเลยครับ พวกเนื้อๆ   อาจชวนแฟน ชวนครอบครัวไปนั่งทาน steak ก็ได้  ถือว่าเป็นการฉลองหลังวิ่งไปในตัว ;)
  • ในช่วง 1-3 วันแรก อย่าเพิ่งกลับมาซ้อมวิ่ง   พักไปเลยครับให้ร่างกายได้ฟื้นตัว
  • หลังจากผ่าน 3 วันไปแล้ว  กลับมาออกกำลังกายเบาๆ โดยเฉพาะพวกที่บริหาร cardio-vascular  อย่างเช่น ขี่จักรยาน หรือว่ายน้ำ   แต่เน้นนะครับว่าเบาๆ  ไม่ต้องหักโหม   ที่สำคัญก็คือให้ฟังเสียงร่างกายของตัวเอง ให้ดูความรู้สึกเราว่าพร้อมที่จะกลับมาออกกำลังกายหรือยัง  คือไม่ต้องนับวันตามที่ผมบอก 3 วันก็ได้ อาจเป็น 4, 5 วันหรือมากกว่านั้น   ถ้ารู้สึกยังเหนื่อยๆอยู่หรือยังไม่อยาก  ก็ไม่ต้องครับ… พักไปก่อน :)
  • ดื่มด่ำกับความสำเร็จของตัวเอง — ข้อนี้ก็สำคัญไม่แพ้ข้ออื่นเลยครับ  แหม เราอุตส่าห์มีวินัยซ้อมวิ่งมาเป็นเดือนๆ หลังจากสำเร็จแล้วก็ต้องให้รางวัลกับตัวเองซักหน่อย  และสำหรับใครที่เพิ่งวิ่งเป็นรายการแรกแล้วรู้สึกว่า การวิ่งมาราธอนนี่มันใช่เลยสำหรับคุณ  ก็เริ่มๆมองรายการที่คุณจะลงต่อไปได้เลยครับ..
route_Tata

เก็บตกกับเบอร์ลินมาราธอน

ในที่สุดก็ได้ฤกษ์เขียนโพสนี้ซะที   โพสนี้ผมตั้งใจว่าจะเขียนตั้งแต่ 2 อาทิตย์ที่ผ่านมาละ  แต่ช่วงที่ผ่านมางานกำลังยุ่งๆอยู่ และผมก็ติดไปพายเรือด้วย ก็เลยยังไม่ได้เขียนซักที  ….ตอนนี้ก็ผ่านเบอร์ลินมาราธอนมาได้เดือนนึงแล้ว   ซึ่งถ้าใครที่ติดตามข่าวก็จะรู้ว่ารายการนี้มีการสร้างสถิติโลกใหม่ขึ้นมาอีกละ  โดย Dennis Kimetto นักวิ่งชาวเคนย่า ด้วยเวลา 02:02:57

โพสนี้ผมตั้งใจจะเขียนเกี่ยวกับความเห็นส่วนตัวด้านต่างๆเกี่ยวกับงานนี้ อย่างเรื่องการ organize จัดงานของทางผู้จัด ไม่ว่าจะเป็นช่วงก่อนวันวิ่ง ซึ่งก็คือการลงทะเบียน  การประชาสัมพันธ์ข้อมูลต่างๆของงานให้กับผู้วิ่ง  วันที่ไปเอาเบอร์วิ่ง รวมถึงการอำนวยความสะดวกด้านต่างๆ …และก็ในวันที่วิ่งจริง อย่างเช่นเรื่องการ manage บริเวณจุดสตาร์ท  การบริการเครื่องดื่ม ของกินตามจุดต่างๆ  และก็เรื่องห้องน้ำด้วยเช่นกัน   และสุดท้ายก็คือความรู้สึกส่วนตัวของผมหลังจากวิ่งรายการนี้   เราไปดูเรื่องต่างๆกันเลยครับ..

  • การ organize จัดงาน – งานนี้ถือว่า organize การจัดงานได้ดีมากทีเดียว ก็อย่างว่าล่ะครับเป็นหนึ่งในรายการ World Marathon Majors ถ้าทำไม่ดีก็คงจะเสียชื่อแน่นอน  คือเริ่มตั้งแต่การลงทะเบียนแล้ว website ของงานออกแบบได้ดี ชัดเจน  หาข้อมูลที่ต้องการได้เร็ว คือคอนเซ็บ การดีไซน์เว็ปนี่แนวคิดแบบเยอรมันเลย ถึงจุด ตรงประเด็น Keep it simple but highly efficient   และถ้าตอนที่เราลงทะเบียนติ๊กแบบว่าเอา newsletter ด้วยก็จะมีอีเมลแจ้งข่าวสารให้เราเป็นระยะๆ   พอใกล้ๆวันงาน ซักประมาณ 4 อาทิตย์ก่อนวิ่งจริงก็จะมีอีเมลส่ง start card มาให้เรา คือใบนี้สำหรับเอาไว้ใช้ในการยื่นยืนยันในวันรับเบอร์  โดยใบนี้เราอาจจะ print ถือเป็นกระดาษไป  หรือว่าจะ download มาลง passbook ใน smartphone ก็ได้

startcard

เวลาไปเอาเบอร์วิ่งจะต้องใช้ start card นี้คู่กับ ID ที่มีรูปอยู่ด้วย  เพื่อ             ยืนยันว่าเป็นคนๆนี้จริงๆ   นอกจากเบอร์วิ่งแล้วก็ยังถูกใส่ wristband มาด้วย โดยทางผู้จัดงานก็กำชับว่าห้ามถอดออกจนกว่าจะวิ่งเสร็จ  wristband นี้ก็ใช้เพื่อการ double check ว่าคนที่เข้าไปวิ่งเป็นคนๆเดียวกับที่ลงทะเบียน และไปเอาเบอร์จริงๆ

wristband

Continue reading